เรื่องของนิยาย

เรื่องของนิยาย  
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

เมื่อคำแรกได้แวะเวียนเข้ามาทักทาย ก็มักจะนำพาคำที่สองมาให้ฉันได้รู้จักด้วย ฉันสร้างโลกใหม่ขึ้นมาจากสีขาวที่ว่างเปล่า “ถอดหน้ากากนั้นออกเถอะนะ ทุกคนให้อภัยเธอแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องฝืนยิ้มแล้วล่ะ เพราะฉันจะร้องไห้ไปกับเธอเอง” แต่ละถ้อยคำถูกร้อยเรียงออกมาเพื่อสื่อบางอย่างในใจตัวละคร ประโยคต่างๆทยอยนำพาความรู้สึกของฉัน ให้เข้าไปในโลกที่ฉันไม่ได้ตั้งใจสร้าง แต่มันเกิดมาจาก นิยายที่ฉันแต่ง…


เป็นอีกวันที่ความเหนื่อยล้าจากโลกแห่งความจริงประดังเข้ามาทารุณจิตใจของฉัน ทีนี้อะไรอีกล่ะ ความว้าเหว่งั้นหรอ ปฎิเสธไม่ได้จริงๆสินะว่าฉันกำลังเหงา ฉันเริ่มเปิดสมุดแล้วค่อยๆบรรยายมันออกมา สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จิตใจ “ได้โปรดเถอะนะ ฉันกำลังจะแตกสลาย เพียงแค่คำเดียว ว่าเธอไม่รัก เท่านั้นก็พังทลายโลกของฉันได้ทั้งใบแล้วล่ะ แล้วเธอจะทำลายโลกของฉัน แล้วเดินจากไปเฉยๆงั้นหรอ” น้ำตาที่อดจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ร่วงหล่นลงสู่โลกสีขาว ยังไงนี่ก็คือโลกความจริงสินะ ไม่ว่าฉันจะหนีไปทางไหนหรือสร้างผู้ใดมารองรับความเจ็บปวด ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากความรู้สึกตัวเองไปได้เลย “ประสาทของฉันยังไม่ด้านชาชินจนเกินไป ทำให้ฉันได้รู้ซึ้งถึงความทรมาน ฉันจึงได้แต่หยุดยืนอยู่ตรงนั้นแล้วกลั่นคำพูดที่แสนเจ็บปวดนั้นออกมา…ลาก่อน” ฉันจึงได้แต่หยุดยืนอยู่ตรงนั้นแล้วกลั่นคำพูดที่แสนเจ็บปวดนั้นออกมา ลาก่อน ลาก่อน…ลาก่อน ฉันอยากจะพูดคำนี้กับเขาเหลือเกินลาก่อน ฉันไม่อยากที่จะคิดถึงอะไรอีกต่อไปแล้ว  ฉันแค่อยากจะจบเท่านั้นเอง การตัดบางเรื่องออกไปจากชีวิตอาจทำให้ความทรงจำส่วนที่เหลือถูกกลืนเลือนหายไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าที่จะแบกมันไว้ตลอดไปไม่ใช่หรอ

ฉันยังคงร่างเรียงทุกส่วนตามความคิดนั้นต่อไป ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวเริ่มเหมือนฉันเข้าไปทุกที ก็มันมาจากฉันนี่เนอะ มีเศษเสี้ยวของความรู้สึกของฉันซ่อนอยู่ในนั้น ความสุข ความเศร้า ความกลัว ความรัก ความชัง อย่างน้อยพวกเขาเหล่านั้นที่ฉันสร้างขึ้นมาก็ช่วยบรรเทาได้มากทีเดียว ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวซะหน่อย รอยยิ้มที่นานแล้วไม่ได้เห็น ฉันมีได้เพราะพวกเธอนะ ฉันไม่อาจหนีไปจากความรู้สึกวกวนเวียนนี้ไปได้เลย ฉันยังคงถูกหมุนไปพร้อมกับโลกนี้ที่ยังคงหมุนไปทุกวันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรไปกับฉันเลย ช่วยบอกทีสิว่าคำตอบของเรื่องนี้มันควรจะเป็นอย่างไร เอื้อนเอ่ยมันออกมาสิ สิ่งที่ควรจะเป็น ในตอนสุดท้ายนั้น ฉันจะจบอย่างไร “ฉันจะบอกให้นะ ไม่มีใครช่วยเธอได้ทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบเอง” อะไรนะ รับผิดชอบงั้นหรอ ฉันทำอะไรถึงต้องมารับผิดชอบ “ความรู้สึกของเธอเองยังไงล่ะ ผู้ชายคนนั้นน่ะเขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว คือพูดความจริง สิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบก็คือ ความรู้สึกของเธอเองที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ความจริงอันแสบเจ็บปวดนั้น” ฉันเข้าใจแล้วล่ะ รับผิดชอบส่วนที่เกินออกมางั้นสินะ เขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้วคือแสดงออกและพูดความจริง นั้นคือการไม่โกหก และส่วนที่ฉันรู้สึกขึ้นมา ก็เป็นในส่วนที่ฉันควรจะต้องรับผิดชอบและจัดการกับมันเองอย่างนั้นสิ “ฉันคงทำได้เพียง หลับตา และปล่อยเขาไป ปล่อยให้ทุกสิ่งเลือนหายจางไป จากจิตใจของฉันตลอดกาล” ดีจังเลยนะ สุดท้ายเด็กสาวผู้ติดอยู่ในห้วงความเศร้ามานานแสนนาน ก็เลือกที่จะปลดโซ่ตรวนนั้นด้วยตัวของเธอเอง

แต่ฉันไม่ยอมให้นิยายเรื่องนี้ต้องจบแบบนี้หรอกนะ ยังเหลือสิ่งที่ติดค้างอยู่อีกอย่าง ความรู้สึกผิดยังไงล่ะ ชายคนนั้นไม่เคยได้รับรู้ว่าบัดนี้เด็กสาวคนนั้นได้เป็นอิสระจากเขาไปนานแล้ว เขายังคงโทษตัวเองอยู่เสมอ นั้นก็เป็นส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบความรู้สึกตนเองเช่นกัน มันนอกเหนือจากความจริงที่เขาได้กระทำไปแล้ว นั้นคือความคิดของเขาที่คิดไปเอง “ฉันเดินกลับมาที่เดิม ณ จุดที่เคยเจ็บปวดที่สุด แต่รู้ไหม ตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบเดิมอีกต่อไป ฉันอยากที่จะตะโกนบอกเธอจากอีกฝากของโลกว่าฉันไม่โกรธ เพราะนั้นคือความจริง จะไปโกรธโทษสิ่งที่เป็นความจริงได้ยังไงกัน ฉันเองนั้นแหละที่จอมปลอม ลวงหลอกตัวเอง ว่าเธอน่ะเลว เธอน่ะเป็นผู้ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน ซึ่งมันไม่จริง คนที่ทำร้ายฉันคือตัวฉันเองต่างหาก” ปมต่างๆภายในจิตใจถูกคลี่คลายออกด้วยอีกตัวตนในโลกแห่งจินตนาการ ทุกครั้งที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาเหมือนกับฉันได้พูดคุยกับตนเอง ได้ฟังเสียงหัวใจ ถึงมันจะเบาแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังสามารถที่จะได้ยิน “เธอไม่จำเป็นต้องยิ้มตลอดเวลาหรอกนะ ถ้าเจ็บปวดก็แสดงมันออกมาเถอะ ในเมื่อแววตาของเธอก็แสดงมันออกมาถึงขนาดนั้นแล้ว”

ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว ในเมื่อฉันสบายใจขึ้นแล้ว แต่เด็กๆของฉันยังต้องการให้ฉันสานต่อเรื่องนี้ให้จบสินะ “หน้ากากน่ะ ไม่จำเป็นต้องสวมมันไว้ตลอดเวลาก็ได้ เธอคงไม่ปฎิเสธใช่ไหมว่าการที่มีใครสักคน กล่าวคำว่า ไม่เป็นไร มันดีมากแค่ไหนน่ะ” ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้วนะ ตอนนี้ตัวฉันเองก็สุขสบายดีแล้ว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ฉันแค่อยากได้ยิน จากคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวฉัน ได้ไหม “บางทีคำโกหกถ้าปล่อยไว้มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องจริงเข้าสักวัน เธอคงไม่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสีหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลานั้นเป็นความจริงของเธอหรอกนะ” ฉันจะโกหกตัวเองไปทำไมกัน ในเมื่อฉันรู้สึกอะไร ฉันก็ควรจะยอมรับว่าฉันรู้สึก มันสบายใจกว่ากันเยอะเลย ถึงจะเจ็บแต่ก็จบ จบที่ใจของฉันเอง และไม่มีใครที่จะสามารถมาต่อมันได้อีก เพราะฉันจบแล้ว…


“ถอดหน้ากากนั้นออกเถอะนะ ทุกคนให้อภัยเธอแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องฝืนยิ้มแล้วล่ะเพราะฉันจะร้องไห้ไปกับเธอเอง”

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

Advertisements

เรื่องของอินทร์

เรื่องของอินทร์
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

เป็นเวลาที่ผู้คนส่วนมากนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียเหนื่อยล้ามาตลอดวัน แต่ผมยังคงนั่งทำงานที่ผมรักต่อไป กองหนังสือนับสิบไม่ได้ทำให้ผมท้อแต่อย่างใด แต่มันกลับทำให้ผมอยากที่จะทำมันมากขึ้น “คุณคะ ดึกแล้วนอนก่อนดีไหม พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาทำต่อก็ได้นะคะ ฉันเป็นห่วงสุขภาพคุณ” ภรรยาของผมพูดประโยคเดิมแทบทุกวันและผมก็ตอบเหมือนเดิมทุกวัน “อีกสักพักก็นอนแล้วล่ะ พอดีตอนนี้หัวสมองกำลังวิ่ง เวลากลางคืนเงียบๆมีสมาธิดีนะ คุณส่งลูกนอนเถอะ” และผมก็รู้ว่าอีกสักพักภรรยาของผมก็จะเดินกลับเข้ามาหาผมอีกรอบด้วยประโยค ที่ผมพอจะเดาได้ “คุณคะ แสง รอให้คุณเล่านิทานก่อนนอนให้แกฟังน่ะ แกดื้อไม่ยอมนอนถ้าไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอนจากคุณ” ผมคงต้องทำหน้าที่คุณพ่อใจดีเสียแล้ว ถึงผมจะไม่ค่อยว่างนักแต่ถ้าพอจะมีเวลาให้ลูกได้บ้างผมก็จะใช้มันอย่างคุ้มค่า


“ลูกแสง รอฟังนิทานจากพ่ออยู่ล่ะสิ สัญญานะว่าถ้าพ่อเล่าแล้วจะนอนหลับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนนะ” ผมเล่านิทานให้ลูกฟังเป็นประจำทุกวันอย่างไม่เบื่อหน่ายเพราะเมื่อแกโตขึ้น เป็นหนุ่มต่อให้ผมจะอยากเล่าอะไรมากมายแกก็คงไม่อยากฟังมันเท่าตอนนี้ “ถนนหนทางเต็มไปด้วย ผู้คนที่แตกตื่นจากเอเลี่ยนที่มาบุกโลก คาดเดาไม่ได้เลยว่าเอเลี่ยนจะมาดีหรือมาร้าย จะฆ่าพวกเราหรือนำเทคโนโลยีมาช่วยเรา กองทัพทหารของทุกประเทศประจำการตามเมืองต่างๆหวังจะรักษาเอกราชของโลกนี้ไว้ ให้จงได้ ทันใดนั้น ก็มีสารจากยานแม่ เอเลี่ยนบอกว่า พวกเรามาเพื่อช่วยโลกมนุษย์ ทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งมีค่า มนุษย์ไม่สามารถจัดการได้พวกเราจึงต้องมาช่วยก่อนที่มันจะถูกทำลายจนหมดสิ้นไป แต่ก็มีมนุษย์บางกลุ่มพูดว่า อย่าไปเชื่อมัน พวกเอเลี่ยนบอกว่าจะช่วยโลกมนุษย์แต่ไม่ได้บอกว่าจะช่วยมนุษย์ มันแค่จะมาเอาทรัพยากรบนโลก และทันใดนั้นผู้ต่อต้านก็ถูกปืนเลเซอร์จากต่างดาวยิงเข้าใส่ เปรี๊ยงๆๆ” พอผมเล่ามาถึงตอนนี้ลูกผมก็หลับไปแล้ว ผมจึงได้กลับไปทำงานต่อ
 
ผมมักจะนำเรื่องจากหนังสือที่ผมกำลังแปลมาเล่าให้ลูกฟัง งานของผมทำให้ผมได้อ่านหนังสือต่างประเทศหลากหลายมากมาย ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆอยู่เสมอ การที่ผมทำงานแปลหนังสือประเภทนิยาย เรื่องสั้น ชีวประวัติ จากต่างประเทศทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพราะบางอย่างเราไม่สามารถเรียนรู้ได้เองโดยตรงแต่ผู้เขียนได้นำประสบการณ์มาสอนต่อซึ่งเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้เฉพาะคนเท่านั้น ความรู้ กขค เป็นเพียงความรู้พื้นฐาน แต่ประสบการณ์เป็นดั่งครูชีวิต ซึ่งหาซื้อมาอ่านและท่องจำไม่ได้ หากผู้เขียนหนังสือไม่ได้เมตตาจะถ่ายทอดส่งต่อสิ่งมีค่าเหล่านี้ เราก็ไม่อาจไปบังคับหรือเข้าไปเรียนในสมองคนเหล่านั้นได้ บางทีนิทานเด็กธรรมดาๆซึ่งดูไม่มีอะไรก็แฝงไว้ด้วยข้อคิดมากมายหากใส่ใจจะพิจารณาเนื้อหาเหล่านั้น
 
การอ่านก็เป็นเหมือนศิลปะ ใช่ว่าคนอ่านทุกคนจะรู้เรื่องเหมือนกัน ได้อะไรไปเท่าๆกัน  บางเล่มต้องอาศัยประสบการณ์ในการอ่านและตีความ ถ้าให้ผมไปอ่านหนังสือต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องแรงดันน้ำแล้วแปล ก็อาจจะแปลออกมาได้ไม่ดีเท่ากับคนที่รู้ดีทางด้านนี้หรือต่อให้ผมอ่านจบผมก็อาจนำไปใช้ ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่นอกจากจะไว้ใช้เป็นความรู้รอบตัวเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรในตัวผมทำให้ผมมีความถนัด เชี่ยวชาญ และรักที่จะแปลหนังสือแนวนี้ได้ทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่รู้จักเหนื่อย สิ่งที่มีค่ามากกว่าการอ่านเพื่อบันเทิงคือการกลั่นสิ่งที่ได้นั้นออกมา ประยุกต์ใช้ในชีวิตของตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม ผมมักจดข้อคิดต่างๆจากหนังสือไว้และแนบใส่ในเล่ม เมื่อมีโอกาสก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปเล่าและแบ่งบัน เหมือนกับที่ผมชอบทำกับลูกแสง
 
บางเรื่องก็อาจยากเกินกว่าที่เด็กจะสามารถเข้าใจได้ในตอนนี้ แต่ผมมั่นใจว่าเมื่อเขาได้โตเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์ต่างๆจะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ ณ เวลานี้ ถ้าจะรอให้โตก่อนแล้วค่อยมาพูดมาสอนก็ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปไหม เพราะชีวิตคนเราไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้เลย เมื่อคนเราหมดเวลาชีวิตก็เพียงแต่สลายหายไป สิ่งมีค่าหากไม่ได้ทิ้งไว้ให้คนที่ยังอยู่ก็จะสลายไปพร้อมกับเรา ผมจึงไม่งกประสบการณ์ความรู้ที่ผมมี ที่พอจะเผื่อแผ่ได้ก็อาศัยความรู้ด้านภาษาแปลหนังสือดีๆเปิดกว้างให้กับคนในชาติ นั่นคือความตั้งใจแรกของผม ส่วนเงินที่ได้มาสำหรับผมนั้นก็เป็นเพียงดอกผลพลอยได้เท่านั้น ผมปลูกไม่ได้หวังให้มันออกดอกผลให้ตัวผม ผมปลูกเพราะผมรักที่จะปลูก รักที่จะเห็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ชื่นชมเพลิดเพลินกับมัน การจะได้ต้นไม้ที่แข็งแรงและสวยงามต้องทำอย่างละเอียดอ่อนและใส่ใจ เหมือนกับงานแปลหนังสือของผมที่ผมต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อเพื่อให้ได้หนังสือที่มีคุณค่าที่สุด นี้แหละครับความสุขเล็กๆน้อยๆของนักแปลหนังสือคนนี้

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ความสุขอยู่ที่ไหน………เคยคิดและสงสัยกันรึเปล่า

ความสุขอยู่ที่ไหน………เคยคิดและสงสัยกันรึเปล่า
(นิยามความสุขโดย: วีร์สุดา)

               เมื่อดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้าขึ้นมาพอมีแสงสว่างก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตของวันใหม่…เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางอะไรประมาณนั้น…ซึ่งแต่ละคนมีการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนตื่นสายได้เพราะเริ่มทำงานสายหรือทำงานกลางคืน  บางคนต้องตื่นเช้าเพื่อนั่งรถหรือขับรถไปทำงานให้ทันเวลาเข้างาน บางครั้งคำนวณเวลาผิด หรือเกิดเหตุการณ์ที่ต่างจากทุกวันทำให้ไปทำงานสาย จึงต้องเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลา ทุกวันนี้ชีวิตคนเราต้องทำอะไรแข่งกับเวลาซึ่งทุกคนมีกันคนละ 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน แต่คุณเคยพูดไหมว่า…”ไม่มีเวลา”…..

                ในเมื่อทุกคนใช้ชีวิตประจำวันที่มีการเร่งรีบตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดเพราะต้องการความสะดวกสบาย….แต่…ทุกคนก็ยังต้องการมีความสุขในชีวิต แล้วความสุขเหล่านั้นคืออะไร…จะหามาจากไหน ทุกคนย่อมคิดแล้วแหละว่า…ความสุขของฉัน คือ….การเที่ยวตอนกลางคืน ไปวัดทำบุญกับเพื่อนหรือครอบครัว อยู่บ้านกับครอบครัว เล่นดนตรี หรือว่าไปร้านหนังสือ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเลือกเพื่อให้เรามีความรู้สึกดี และผ่อนคลายจากความเครียด

                ถึงอย่างไรก็ตามกิจกรรมที่เราทำนั้นอาจจะเป็นแค่ความสุขเล็กๆที่เกิดขึ้นแบบแป๊ปเดียว แต่จริงๆแล้วความสุขมีอยู่ทุกที่ อยู่รอบๆตัวเรา เพราะความสุขนั้นอยู่ที่ใจเรา คือ “คิดเชิงบวกและมีสติ”

                การคิดเชิงบวก (Positive Thinking) คือ การมองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบ มองปัญหา ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ารู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกก็จะทำให้รู้สึกดีต่อตนเองและผู้อื่นที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น ถ้าพบปัญหาอะไรซักอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกท้อแท้หมดหวัง จนคิดอยากตายแล้วไปเกิดใหม่มันก็ส่งผลต่อตัวเราและคนรอบข้าง แต่ถ้าคิดว่ามันคือ อุปสรรคที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ เราจะมีแรงสู้กับปัญหาแล้วรู้สึกว่าเรามีพลัง เมื่อผ่านพ้นปัญหานั้นไปแล้วเราจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และจะมีคำถามที่ว่า “เราผ่านตรงนั้นมาได้ไงอะ” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องมีสติด้วย

                สติ คือ การระลึกรู้ เช่นว่า เราระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

                ถ้าเราทุกคนมีการคิดเชิงบวก และมีสติเกิดขึ้นพร้อมกันแล้วชีวิตจะพบแต่ความสำเร็จ เพราะเราจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ทำให้เราไม่ประมาท พร้อมรับกับปัญหาทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ ดังนั้นการที่เราจะมีความสุขที่ยั้งยืนนั้นต้องคิดเชิงบวกและมีสตินั้น ก็อยู่ที่ตัวเราจะปฏิบัติหรือไม่

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ทำไมละครน้ำเน่าถึงได้ตบจูบ เกลียดกันมากมายแต่สุดท้ายก็รักกันได้จริงเหรอ?

ทำไมละครน้ำเน่าถึงได้ตบจูบ เกลียดกันมากมายแต่สุดท้ายก็รักกันได้จริงเหรอ?
(นักจิตวิทยา: กรองทอง  แก้วน้อย, จอย)

            ดูละครมามากมาย ไทย ฝรั่ง เกาลี ญี่ปุ่น อินเดีย สารพัด ปรากฎว่าเนื้อเรื่องก็เดิมๆ นางเอกตบ พระเอกจูบ เกลียดกันมากมายเข้าไส้เข้าพุง สุดท้ายไหงกลายมารักกัน … ซะงั้นอะ?

                สำนวนที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัว” นั้นได้ผลจริงๆนะคะคุณขา ละครน้ำเน่าทั้งหลายที่เราติดนักติดหนาก็ใช้ว่าจะไม่จริงซะทีเดียว คนเราเกลียดกันจะตายสุดท้ายมารักกันมีถมไปค่ะ

                ทำไมนะเหรอคะ เคยมีการทดลองทางจิตวิทยาอย่างนี้ค่ะคุณ โดยแบ่งผู้ร่วมการทดลองเป็นสามกลุ่ม  กลุ่ม A B C โดยกลุ่ม A เค้าเอาคนที่ไม่ชอบกันมากมาอยู่ด้วยกันค่ะ  กลุ่ม B เอาคนที่รู้สึกกลางๆมาอยู่ด้วยกัน ไม่ได้รักมาก แต่ก็ไม่เกลียดกัน ส่วนกลุ่ม C เอาคนที่ชื่นชอบกันมากมาอยู่ด้วยกัน เวลาผ่านไปปรากฎว่ากลุ่ม A เริ่มรู้สึกดีต่อกันมากขึ้น กลุ่ม B ก็รู้สึกดีต่อกันแต่ไม่เท่ากลุ่ม A แต่กลุ่ม C กลับเริ่มรู้สึกไม่ชอบกัน เพราะอะไรกันล่ะคะ?

                เพราะกลุ่ม A นั้นเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบกัน ความคาดหวังในด้านลบจึงมีมาก เราคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนไม่ดี นิสัยแย่ จึงไม่ค่อยคิดถึงเขาในด้านดี เมื่ออีกฝ่ายทำไม่ดีก็เท่าทุน แต่เมื่ออีกฝ่ายทำดีเราก็จะรู้สึกแปลกใจ เพราะเราคาดหวังไว้ว่าเขาต้องทำดีไม่เป็น อาจจะยังไม่ชอบในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ได้เห็นในอีกมุมที่ไม่เคยเห็น ได้เห็นในด้านดีของอีกฝ่าย เราก็เริ่มรู้สึกว่าเขาก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด กำแพงในใจของเราก็ค่อยๆทลายลง เนื่องด้วยความแปลกใจที่ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นจากอีกฝ่าย บวกกับการได้อยู่ใกล้ชิดกัน ความรู้สึกชอบจึงมากขึ้น

                สำหรับกลุ่ม B ซึ่งรู้สึกเฉยๆต่อกันในครั้งแรก เมื่อได้เห็นพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ไม่ค่อยได้คาดหวัง ดังนั้นเมื่อได้เห็นพฤติกรรมด้านต่างๆความรู้สึกจึงเปลี่ยนแปลงตามทิศทางพฤติกรรมนั้น แต่ไม่ได้รวดเร็วเทียบเท่ากลุ่ม A

                ในขณะที่กลุ่ม C ซึ่งตอนแรกชอบพอ ชื่นชมกันมาก ต่างมีความคาดหวังในสิ่งดีๆต่ออีกฝ่าย หวังว่าเค้าจะเป็นคนดี ทำแต่สิ่งดีๆ แต่พอมาอยู่ด้วยกันกลับไม่เป็นตามที่คาดหวังก็ตกอกตกใจ ทำไมเค้าถึงไม่เป็นแบบที่เราคิด ทำไมเค้าพูดไม่เพราะ ทำไมนินทาเรา นู่นนั่นนี่มากมายสารพัด ทีนี้จากชอบอาจกลายเป็นความสับสนงงงวย ไม่เข้าใจในตอนแรก ต่อมาก็เริ่มไม่ชอบ ลอบกัด นินทา ใส่ร้าย หมั่นไส้ เกลียดและกีดกัน ก็ว่ากันไปนะคะ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากกรณีแฟนคลับดาราหลายๆคน กรี๊ดกร๊าดกันไป ดาราขวัญใจเราดีอย่างนั้นอย่างนี้ ดาราเจอแฟนคลับก็สร้างภาพดีเข้าใส่ แต่พอได้มาอยู่ใกล้ชิดดาราจริงๆ อ้าว ก็ไม่ได้ดีอย่างที่เราคิดนี่นา ก็เริ่มสงสัยว่าเขาเป็นคนดีจริงไหมหนอ พอนานๆเข้าเริ่มเห็นพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ดี จากรักกันมากก็กลายเป็นเกลียดดาราคนนั้นไปเลยก็มี เพียงเพราะเขาอาจไม่ได้เลิศเลอตามความคาดหวังอันสูงส่งของเรา หรือดาราบางคนชื่อเสียงเลิศหรูดูดี พอมีข่าวฉาวแฟนคลับก็ปกป้อง พอเริ่มหนักๆเข้าแฟนคลับบางคนก็เริ่มคลางแคลงใจ เริ่มสืบหาความจริง ก็เริ่มคิดว่าเขาไม่ดี เริ่มหมั่นไส้ว่าเขาสตรอว์เบอร์รี่ต่อความคลั่งไคล้ภักดีของเรา ก็เริ่มตั้งตนเป็นคนเกลียดดาราที่เคยรักกันไปซะอย่างงั้นน่ะ นี่แหละค่ะ รักมากเกลียดมาก

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไปตั้งความหวังกับใครไว้สูงเกินความจริงนะคะ เขาก็คนธรรมดาเหมือนเรานี่เองค่ะ ยิ่งตั้งความหวังไว้สูงมาก เราก็ยิ่งเจ็บมาก ดีไม่ดีตกหอคอยที่ชื่อว่าความคาดหวังแล้วจะเจ็บกระดองใจต้องเข้าโรงพยาบาลไม่รู้ด้วยนะ เอ้า ! แล้วจะหาว่าจอยไม่เตือน

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง กำหนดจุดหมายรับปีใหม่ แบบ SMART

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง กำหนดจุดหมายรับปีใหม่ แบบ SMART
(นักจิตวิทยา: เชษฐพล  มานิตย์, พล)

นับถอยหลังอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่อีกแล้วนะครับ  แล้วช่วงเวลาแบบนี้หลายคนอาจจะเริ่มหันกลับมาทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้งถึงสิ่งที่ได้ทำไปในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา  พร้อมกับประเมินคุณค่าความสำเร็จที่ทำได้  เป้าหมายที่ทำได้ตามที่คาดหวังทำให้รู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย  ผิดกับหลายเป้าหมายที่นำมาซึ่งความรู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อช่องว่างระหว่างความฝันกับความเป็นจริงนั้นยังคงห่างไกลเกินกว่าจะเอื้มถึง  แต่ที่ทำให้ท้อแท้หมดหวังอย่างรุนแรงคือการได้รับรู้ว่าความพยายามที่ได้ทุ่มเทลงไปนั้นไม่ทำให้คืบใกล้เป้าหมายขึ้นมาเลย  ซึ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นพลเคยประสบกับตัวเองมาแล้วทั้งนั้น  แล้วเฝ้าสงสัยเสมอมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

…หรือว่าเป้าหมายจะเป็นแค่จุดที่ไกลเกินกว่าจะลากเส้นไปถึง…

จนกระทั่งวันหนึ่งพลมีโอกาสได้เรียนรู้การกำหนดเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ  ในวันนั้นเป้าหมายต่างๆล้วนสำเร็จได้และไม่ยากเกินกว่าจะไปถึง  แท้จริงแล้วความยากของการประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจไม่ได้มาจากวิธีการไปถึงเป้าหมาย  แต่เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายขั้นตอนที่ดีเพียงไม่กี่ขั้นตอน  เนื่องในโอกาสปีใหม่เช่นนี้พลขอถือโอกาสนำเสนอวิธิการตั้งเป้าหมายอย่างมีคุณภาพครับ

วิธีที่จะนำเสนอในวันนี้เรียกย่อๆจำง่ายๆว่า SMART objective แต่จะสมาร์ทดูดี เฉลียวฉลาดได้อย่างไรนั้น เรามาดูกันทีละตัวครับ 

S หมายถึง Specific  คือเป้าหมายจะต้องมีความจำเพาะเจาะจง  เช่น ฉันจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น

M หมายถึง Measurable  คือเป้าหมายจะต้องสามารถชี้วัดความสำเร็จได้พอประมาณ เช่น ฉันจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น  โดยทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จมากกว่าร้อยละ 70 ในแต่ละวัน

A หมายถึง Achievable  คือเป้าหมายจะต้องสามารถทำให้สำเร็จได้ เช่น ฉันจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น  โดยทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จมากกว่าร้อยละ 70 ในแต่ละวัน  ถ้าปกติงานเยอะมากอาจต้องลดเป้าหมายลงเป็นร้อย 60 เป็นต้น

R หมายถึง Realistic  คือเป้าหมายจะต้องสอดคล้องกับหลักความเป็นจริง เช่น ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ 50 กิโลกรัมภายใน 5 วัน การตั้งเป้าหมายเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ตามหลักความเป็นจริง

T หมายถึง Timable  คือเป้าหมายจะต้องมีการกำหนดช่วงเวลาที่จะต้องทำให้สำเร็จ เช่น ฉันจะอ่านหนังสือกฎหมายอาญา เล่ม 1 จำนวน 200 หน้า อย่างน้อยวันละ 5 หน้า ให้จบภายใน 40 วัน เป็นต้น

เพียงแค่ตั้งเป้าหมายให้ครบทั้ง 5 องค์ประกอบ SMART เท่านี้เป้าหมายของคุณก็จะชัดเจนมากขึ้น  และเสมือนว่าสำเร็จไปกว่าครึ่ง  ปีใหม่นี้ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงนะครับทุกคน 

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

เรื่องของเด็กชายแสงกับมนุษย์ต่างดาว

เรื่องของเด็กชายแสงกับมนุษย์ต่างดาว
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

“แม่คะ เอเลี่ยนมาแล้ว” เด็กสาววิ่งไปจูงมือเอเลี่ยนที่กำลังเดินเข้ามาในบ้าน “@##%#@#” เอเลี่ยนพยายามจะสื่อสารกับเด็กสาวแต่ก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเนื่องจากยานแม่ที่กำลังยึดดาวโลกไว้ยังไม่ปล่อยคลื่นชนิดพิเศษออกมา คลื่นซึ่งจะสามารถเปลี่ยนภาษาเอเลี่ยนให้ผู้ฟังเข้าใจได้ในทันที “ขอบคุณนะคะ คุณเอเลี่ยนที่นำเสบียงอาหารมาให้”แม่ของเด็กสาวกล่าวพลางนำอาหารเข้าไปเก็บ ไว้ในครัว วันนี้ก็เป็นวันที่7แล้ว สำหรับโลกมนุษย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเอเลี่ยน  ผู้คนบางส่วนที่ต่อต้านการมาของเอเลี่ยนก็จะถูกยิงด้วยปืนเลเซอร์จนแตกสลายไปในทันที แต่สำหรับผู้คนที่ยอมรับการมาเยือนนี้ เอเลี่ยนก็จะดูแลเป็นอย่างดี เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันราวกับว่าเป็นสหายกันมานาน ตอนนี้ยานแม่ได้สั่งการให้เอเลี่ยนทุกตัวประจำตามบ้านของมนุษย์ให้หมดทุก หลัง คอยดูแลมนุษย์เป็นอย่างดี สิ่งที่เอเลี่ยนต้องการคือทรัพยากร
 

“อ่อนว่ะ ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้องกับวิชานี้เลยนะไอ้แสง  ไปเล่าในวิชาศิลปะไป เผื่อนายจะได้วาดรูปยานอวกาศตกลงที่สวนหลังบ้านแกไง” ผมสะดุดการเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียนวิชา สปช. สลน. หรือวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและสร้างเสริมลักษณะนิสัยนั่นเอง ผมไม่ชอบไอ้พสุเอาซะเลย ขัดผมได้ตลอดเวลาทั้งในและนอกห้องเรียน “เด็กชายพสุ! เวลาที่เพื่อนพูดหน้าห้องหนูต้องรักษามารยาทเป็นผู้ฟังที่ดีนะคะ ถ้าจะแสดงความคิดเห็นก็ควรจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์และรอให้ผู้พูดพูดให้จบก่อน ครูฟังอยู่จ้ะแสง เล่าต่อค่ะ” ผมยิ้มเยาะไอ้พสุก่อนจะเรื่องเล่าเรื่องต่อ
 


ดูเหมือนผู้คนบนโลกนี้ก็จะยอมเอเลี่ยนโดยง่าย เพราะเอเลี่ยนสัญญาว่าจะบริหารจัดการโลกนี้ให้เท่าเทียมกัน ทุกคนจะมีกินเท่ากัน มีความสุขเหมือนกัน ผู้คนที่เห็นด้วยไม่สนใจว่าผู้ปกครองของตนเองจะเป็นชาวต่างดาวหรือเป็นใคร แต่ในเมื่อมนุษย์กันเองไม่สามารถบริหารจัดการให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกทุกคนมีความสุขอย่างเท่าเทียมกันได้ก็ต้องยอมพวกเอเลี่ยนกันไป การเสียเอกราชดาวโลกครั้งนี้ของเหล่ามนุษย์อาจจะทำให้โลกนี้เจริญขึ้นก็เป็นได้


“งั้นนายก็ให้เอเลี่ยนยึดบ้านนายคนแรกเลยนะ บ้านนายจะได้เจริญๆไง” ผมถูกขัดโดยพสุเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้ผมไม่ยอมอยู่เฉยๆ “ไอ้พสุ อยากรู้นักว่าถ้าพ่อนายไม่ได้เป็นคนดัง นายจะยังกล้าปากดีแบบนี้ไหม โถ่ไอ้ลูกคุณหนูนักการเมือง” ผมไม่เคยเริ่มกับใครก่อนแต่ผมก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆเช่นกัน ถ้าใครจะมาเริ่มกับผมแบบนี้ “หยุดทั้งสองคนแหละ ครูบอกแล้วใช่ไหมคะพสุ อย่าให้ครูต้องเตือนอีกไม่งั้นครูจะทำโทษ  ส่วนแสง เราเองอยู่เฉยๆก็เป็นฝ่ายถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปว่าเพื่อนกลับแบบนั้นจะกลายเป็นว่าหนูผิดไปด้วยกันทั้งคู่นะคะ เอาค่ะ ต่อ เหลือเวลาอีกไม่มากจะหมดชั่วโมงแล้ว”


 มนุษย์ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันเอเลี่ยนประจำบ้านของตนอย่างไม่สงสัยลังเลอะไร  จนกระทั่งวันหนึ่งยานแม่ได้ส่งคลื่นพิเศษออกมา เอเลี่ยนสื่อสารกับมนุษย์โลกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะอวสาน “ขอโทษนะที่ต้องทำแบบนี้ คุณเข้าใจใช่ไหม ผมเองในโลกของผมก็เป็นแค่ทหารคนหนึ่ง นี่เป็นคำสั่งจากผู้บัญชาการที่ผมขัดไม่ได้ ทุกชีวิตก็ต่างรักชีวิต ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย ผมไม่อยากฆ่าใคร แต่ผมต้องทำ” เอเลี่ยนสื่อสารกับแม่และเด็กสาวก่อนจะฆ่าทั้งคู่ด้วยปืนเลเซอร์พร้อมน้ำตา การที่มีคำสั่งจากยานแม่ให้เอเลี่ยนมาอย่างสันติในเบื้องต้นเพื่อจะได้ถนอมกำลังพลของตนเองไว้ แต่พอเล็งเห็นว่ามนุษย์คนไหนที่มีท่าทางจะต่อต้านก็จะฆ่าทิ้งในทันทีเพื่อ เป็นการข่มขู่คนที่เหลือให้ยอมจำนนตาม การให้มีเอเลี่ยนประจำบ้านก็เพื่อจะได้ป้องกันการรวมกลุ่มต่อต้าน และสะดวกในการฆ่าล้างอย่างทั่วถึง สัญญาบริหารนั้นก็มีขึ้นมาหลอกๆเพื่อจะได้ลดการใช้กำลัง ในเมื่อเอเลี่ยนมีเทคโนโลยีและพลังทำลายล้างที่มากขนาดนี้แล้ว ทำไมยังจะต้องแคร์เหล่ามนุษย์พวกนี้ด้วย อยู่บนโลกไปก็สิ้นเปลืองทรัพยากรไปอีก เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธ์ของตนเองที่เดินทางหลายล้านปีแสงข้ามจักรวาลมา ยังที่นี้การจะทำอะไรก็ต้องทำให้เด็ดขาด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หนึ่ง บ้านเราประเทศเรา เราต้องจัดการเองให้ได้มิเช่นนั้นต่างชาติจะมายึดครอง อย่าเชื่อสัญญาเด็ดขาดเพราะไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันได้ ถ้าบ้านเรา เราจัดการอย่างไม่ยุติธรรมลูกบ้านไม่มีความสุข เมื่อมีคนจากบ้านอื่นมายึดครองบ้านเรา แทนที่ลูกบ้านจะลูกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าบ้านก็กลับกลายเป็นว่ายอมเป็นทาสของบ้านอื่นเพราะเค้าสามารถจัดการและสร้างความสุขให้ทุกคนในบ้านได้ สอง บางคนทำบางอย่างไปเพราะเป็นหน้าที่ อย่างเอเลี่ยนตัวนั้นไม่ได้อยากฆ่าล้างมนุษย์แต่เพราะเป็นคำสั่งที่ขัดไม่ได้ก็ต้องยอมทำเพื่อแลกกับการรักษาชีวิตตนเองไว้ สาม การครอบครองสิ่งของมีค่านั้นให้คุณแก่เราก็จริงแต่ก็อาจจะนำพามาซึ่งอันตราย เพราะทองคำนั้นย่อมมีผู้หมายปองและหวังที่จะช่วงชิงมาเป็นของตนเอง สี่ อย่าไว้ใจและเชื่ออะไรโดยง่าย ถ้าเอเลี่ยนมาดีจริงคงหาวิธีให้กลุ่มต่อต้านยอมรับตนเองมากกว่าที่จะใช้ กำลังยิงใส่ในตอนต้น ห้า ไม่มีใครรักเรามากไปกว่าครอบครัวของเราเอง คนอื่นใครจะพูดจะทำอะไรให้สวยหรูดูดีก็พูดได้แต่เขาอาจทำไปเพียงเพราะหวังผล บางอย่างเท่านั้น แต่ครอบครัวเราต่อให้พ่อจะดุบ้าง แม่จะว่าบ้างแต่ก็ทำเพราะรักและหวังดีจากใจอย่างแท้จริง จบแล้วครับ ..


 “แสงคะ ครูถามหน่อยนะเรื่องนี้หนูเอามาจากไหนหรอคะ” คุณครูหญิงถามผมอย่างสนอกสนใจมากเลยทีเดียว “พ่อผมเล่าให้ผมฟังครับ ผมเลยจำมาเล่าต่อ ทุกคำทุกประโยคเลยครับ” ผมตอบอย่างภาคภูมิใจก่อนที่จะถูกขัดโดยพสุอีกครั้ง “ที่แท้ก็คิดเองไม่เป็น จำพ่อ!มาเล่า ฟังไม่เห็นรู้เรื่องเลย ใครยึดบ้านใครอะไรวะ เอเลี่ยนติ๊งต๊อง เกี่ยวไรกับสอนให้รู้ว่าประเทศโดนต่างชาติยึดวะ ต่างชาติพ่อ!เป็นเอเลี่ยนหรอ” แต่คราวนี้ผมไม่พูดตอบโต้อะไร และเมื่อหมดชั่วโมง ผมก็ยิ้มเยาะพสุที่ยืนกางแขนคาบไม้บรรทัดอยู่หลังห้อง ส่วนผมเองก็โดนครูดุนิดหน่อยเนื่องจากการบ้านจริงๆแล้วคือให้ผมแต่งเรื่อง เองแต่ผมคิดไม่ออก ถึงเวลาส่งโดยพูดหน้าชั้นเรียนแล้ว ผมไม่มีอะไรในหัวเลย ผมเลยต้องนำเรื่องของพ่อมาเล่าเป็นการเอาตัวรอด ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แต่พ่อผมบอกว่าเมื่อโตขึ้นสักวันผมจะเข้า ใจในสิ่งที่พ่อผมสอน และเมื่อโตขึ้นผมต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและต้องรักษาบ้านของตนเองไว้ให้ได้  และทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุข รักและทะนุถนอมบ้านของตนเอง

 

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ทำไมเราถึงไม่ชอบใครบางคนตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก

ทำไมเราถึงไม่ชอบใครบางคนตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก
(นักจิตวิทยา: กรองทอง  แก้วน้อย, จอย)

 

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมหนอ  เราเห็นหน้าคนบางคนแล้วรู้สึกหมั่นไส้ ไม่ชอบหน้าเอาซะเลย  ทั้งที่เจอกันเพียงครั้งแรกแต่ก็รู้สึกไม่ชอบขึ้นมาตะหงิดๆ  พอถามว่าทำไมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน  จนพาลคิดไปว่าหรือเราจะเคยจองเวรจองกรรมกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน ว่าไปนั่น !

ไม่ต้องไปเท้าความถึงอดีตชาติอะไรให้เวียนหัวหรอกค่ะ เอาแค่ชาตินี้ก็วุ่นพอแล้ว  ใจของคนเรานั้นมีความซับซ้อนมากมายเลยค่ะ  หากเปรียบจิตใจมนุษย์กับภูเขาน้ำแข็งละก็  ส่วนที่จมของภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีขนาดกว่า 80% และส่วนที่เรามองไม่เห็นนั้นเทียบได้กับจิตใต้สำนึก (unconscious) ของเรานั่นเองค่ะ  จิตใต้สำนึกคือส่วนที่รวบรวมเอาประสบการณ์ ความรู้ ความรู้สึกนึกคิดจากทั้งชีวิตของเรามาหล่อหลอมกันไว้  เป็นสิ่งที่เราไม่อาจรู้ตัวได้ว่ามันมีอยู่  ซึ่งหากไม่ได้รับการระบายอย่างเหมาะสม  ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะคุกรุ่น อัดแน่นเข้าด้วยกันจนเป็นความเก็บกดค่ะ

การระบายของจิตใต้สำนึกก็มีหลายรูปแบบค่ะ ซึ่งจะเป็นไปโดยไม่รู้ตัว เช่น การพลั้งปาก การละเมอ ก็ล้วนเป็นการแสดงออกซึ่งมาจากจิตใต้สำนึกทั้งสิ้นค่ะ แต่เราอาจคิดว่านั่นเป็นเพียงเรื่องพลั้งเผลอ  นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆอีกมากมายซึ่งจิตใต้สำนึกจะสามารถระบายออกซึ่งความขุ่นข้องหมองใจได้ ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไปค่ะ

ต่อมาคือจิตก่อนสำนึก (preconscious) เป็นส่วนปริ่มๆน้ำซึ่งเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เป็นตัวคานน้ำหนักก่อนจิตใต้สำนึกค่ะ เป็นตัวเก็บข้อมูลและสามารถนำมาใช้ได้แต่ต้องใช้เวลาคิดนานหน่อยค่ะ

ต่อมา คือจิตรู้สำนึก (conscious) เป็นส่วนที่เราใช้ในชีวิตประจำวันและมีเนื้อที่เพียงไม่ถึง 20% ของภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่าจิตใจ จิตสำนึกนี้คือสิ่งที่แสดงออกมาซึ่งนิสัย ความคิด ประสบการณ์ที่เราตระหนักรู้ได้

การที่เราเกลียดสิ่งใดมากๆนั้น อาจเนื่องจากในวัยเด็กเรามีประสบการณ์ไม่ดีต่อสิ่งนั้น และยังจำความรู้สึกนั้นไว้ในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่รู้ตัว  พอเวลาผ่านไปจิตไร้สำนึกของเราลืมมันไปแล้ว  แต่จิตใต้สำนึกยังจดจำความรู้สึกที่ไม่ดีและลักษณะของสิ่งๆนั้นอยู่  เมื่อพบเห็นสิ่งที่มีลักษณะตรงกับลักษณะเด่นของสิ่งนั้น เราก็จะรู้สึกไม่ชอบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ  เป็นการแสดงออกของจิตใต้สำนึกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า displacement ค่ะ

ขอยกตัวอย่างเพื่อไม่ให้งงนะคะ เช่นตอนอนุบาลเราเคยถูกคุณครูตี เราเสียใจ ตกใจ และกลัวมาก  แต่ความรู้สึกที่เด่นชัดก็คือความกลัวต่อคุณครูคนนั้น  เห็นครูเดินมาเมื่อไหร่เราก็กลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ แล้วลักษณะเด่นของคุณครูคนนี้ก็คือหลังค่อม เป็นลักษณะที่ไม่เหมือนคนอื่น พอเราโตขึ้นเราก็ลืมไปแล้วว่าเราเคยถูกครูหลังค่อมตี แต่เมื่อเราเจอคนหลังค่อมเราก็จะกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หรือไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกขยะแขยง หวาดระแวง ก็เป็นกลไกทางจิตใต้สำนึกของเรานั่นเองค่ะ

ในทำนองเดียวกันกับการที่เราเห็นใครบางคนแล้วรู้สึกชอบ  รักใคร่เอ็นดูแต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด  อธิบายได้เช่นเดียวกันค่ะ เช่น เราเป็นคนภาคกลางมาอยู่ทางใต้ตอนเด็กๆ  แล้วคนใต้ใจดีกับเรามาก  เรารู้สึกอบอุ่นใจและรักคนใต้ ต่อมาเราย้ายบ้านออกมา  พอโตขึ้นเราเจอคนใต้เราก็จะรู้สึกชอบ  อยากอยู่ใกล้และรู้สึกสนิทสนมได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ทำอย่างไรให้อ่านหนังสือได้ดี

ทำอย่างไรให้อ่านหนังสือได้ดี
(นักจิตวิทยา: กรองทอง  แก้วน้อย, จอย)

เคยเป็นไหมคะ อ่านหนังสือทีไร ไม่หลับก็เบลอ ทำไมมันจำยากจำเย็นขนาดนี้นะ พอผลสอบออกมา เหมือนไม่ได้อ่านหนังสือเลย ?!?! แต่ทำไมเพื่อนบางคนไม่เห็นอ่านหนังสือ กลับจำได้เยอะเลยแฮะ จอยมีเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้จำได้ดีที่หลายคนอาจยังไม่ทราบมาฝากค่ะ

เมื่ออ่านหนังสือเราควรมีปากกาเน้นข้อความสีสันสดใสไว้หลายๆสี สำหรับเน้นข้อความสำคัญ เพราะสมองเราจะถูกกระตุ้นได้ดีต่อสิ่งที่มีสีสัน โดยสมองจะถูกกระตุ้นต่อข้อความที่ได้รับการเน้นย้ำด้วยปากกาสีมากกว่าข้อความธรรมดามากถึง 80 เท่า !! เพราะเซลล์สมองได้รับการกระตุ้นด้วยสีต่างๆ จึงทำงานได้ดี นอกจากนี้การใช้ปากกาเน้นข้อความยังช่วยให้เราแยกแยะประเด็นและความสำคัญของข้อความได้ เช่น สีแดงคือสำคัญมาก สีเหลืองคือสำคัญรองลงมา แต่ก็ไม่ควรใช้เกินสามสีนะคะ เดี๋ยวจะงงได้ ^^

การทำ Mind mapping  ก็สามารถช่วยได้ค่ะ โดยบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง กว้าง และชัดเจน โดยยังไม่ต้องจัดระบบระเบียบความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เขียนไปตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้น การเขียนมีลักษณะเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้สมองได้คิดได้ทำงานตามธรรมชาติ และมีการจินตนาการกว้างไกล

  

ช่วงเวลาในการอ่านหนังสือก็สำคัญนะคะ เราส่วนใหญ่มักอ่านหนังสือกันในตอนกลางคืน และตะบี้ตะบันอ่านจนถึงตีหนึ่งตีสอง หรือถึงเช้า ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้อ่านเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ค่ะ เพราะสมองถูกใช้อย่างเหนื่อยล้ามาทั้งวัน และเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนและกระแสประสาทจะตอบสนองต่อการอ่านได้น้อยมาก หากอยากจำได้มากควรพักผ่อนเสียก่อนและอ่านในช่วง 02.00-06.00 น.ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่สมองตื่นตัว มีการหลั่งฮอร์โมนและเป็นช่วงฟื้นฟูร่างกาย อีกทั้งบรรยากาศรวมถึงเสียงภายนอกยังเงียบสงัดกว่าช่วงอื่นๆค่ะ ในช่วงนี้ความจำของเราจะดีเยี่ยมกว่าช่วงอื่นๆ แต่ต้องพักผ่อนเสียก่อนนะคะ แล้วจึงตื่นมาอ่านจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ หากสามารถอ่านหนังสือหรือทำงานในช่วงนี้ได้สมาธิและความจำของเราจะดีเยี่ยมเลยค่ะ

การหายใจลึกๆ ช้าๆ มีจังหวะหนักแน่นแน่นอนก็สามารถช่วยเรื่องความจำได้เช่นกันค่ะ เพราะสมองต้องการก๊าซออกซิเจน เมื่อได้ออกซิเจนอย่างเพียงพอสมองก็จะทำงานได้ดี สมองปลอดโปร่ง ลดอาการหลงลมได้ค่ะ สังเกตได้จากเมื่อเราได้อยู่ในที่ๆอากาศสดชื่นเราจะรู้สึกมีความสุข สมองปลอดโปร่ง และความคิดโลดแล่นนั่นเองค่ะ

การฟังดนตรีที่เป็นเสียง Monotone สามารถช่วยให้มีสมาธิและทำให้สมองผลิต Alpha Waves และ Theta Waves ทำให้การเรียนรู้เกิดได้อย่างรวดเร็วและมีความคิดสร้างสรรค์ดี อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดได้ดีอีกด้วยค่ะ

ความเครียดก็เป็นตัวการสำคัญในการขัดขวางการเรียนรู้ของเราเลยนะคะ เวลาเราเครียดฟังอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิ เพราะสมองเราได้ทุ่มเทพลังงานส่วนใหญ่ให้กับความเครียดไปแล้วค่ะ สมองจึงเหลือพลังงานน้อยมากในการใช้ไปกับการจดจำสิ่งต่างๆ การผ่อนคลายความเครียดก่อนอ่านหนังสือจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ อย่ากดดันตนเองจนเครียดเกินไป ควรค่อยๆจัดลำดับความสำคัญของงาน หายใจเข้าออกลึกๆสักพัก เพียง 1  นาทีก็เพียงพอทำให้ใจสงบลงได้ค่ะ หรือวิธีที่ง่ายที่สุดคือการยิ้มค่ะ หากเครียดมากก็ฉีกยิ้มออกมา จากการทดลองมากมายพบว่า หากให้คุณลองคิดเรื่องเครียดในระหว่างยิ้มไปด้วยเป็นเวลา 1 นาที ความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ไม่มีใครสามารถเครียดได้ในขณะที่ยังยิ้มอยู่หรอกค่ะ เพราะเมื่อเรายิ้มสมองจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินช่วยให้มีความสุขผ่อนคลายความเครียด ลดความดันเลือดและลดอัตราการเต้นของหัวใจ ไหนลองยิ้มให้ตัวเองสิคะ เอ้า ยิ้ม ^_________________________________^

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

 

เรื่องของพสุ

เรื่องของพสุ
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

“เหนื่อยไหมลูก” หญิงชราผู้เป็นมารดากล่าวพลางลูบหัวลูกชาย  ในสายตาหล่อน พสุยังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อย  แม้กาลเวลาจะพาอายุไปถึงห้าสิบกว่าปีแล้วก็ตาม… “เหนื่อยครับแม่” เพียงแค่คำถามเดียวทำให้พสุถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่…
  
นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมหยุดการดิ้นรนในโลกซึ่งไม่ใช่ของผม  คนเราก็ต่างเคยทำผิดกันทั้งนั้น  แต่ด้วยความที่ยังมีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์  ทุกอย่างมันยังตอกย้ำอยู่ในหัวใจจนไม่อาจสลัดทิ้งไปได้เลย  ผมเคยมีรุ่นพี่ที่เคารพรักคนหนึ่งชื่อยศ  แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างทำให้เราเดินทางกันคนละสาย  พี่ยศเติบโตอย่างสง่างามในวงการธุรกิจ  ส่วนผมเติบโตอย่างไร้ศักดิ์ศรีในวงการราชการ ทุกขั้น ทุกตำแหน่งที่ได้ล้วนแล้วแต่โสโครก  ผมดูเหมือนจะมีความสุขแต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น  ความผิดติดตัวยังทำให้ผมหวาดระแวงอยู่ทุกวินาที…  ศาลปกครอง คณะกรรมการการตรวจสอบต่างๆ  ถ้าผมขาวสะอาด ผมคงไม่รู้สึกอะไรกับองค์การเหล่านี้  

ผมตาบอดวิ่งหลงทางมาไกลแสนไกล  จนมารู้ตัวอีกที…ผมก็รู้สึกขยะแขยงตัวเองไปเสียแล้ว  ในยุคสมัยที่ผมเคยเป็นใหญ่  การเมืองยุคนั้นยังเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทมากในวงการราชการ  โชคดีเหลือเกินที่บังเอิญผมรับประทานก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่  พรมแดงสู่ปลัดหรือเลขาธิการในอนาคตจึงไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมถ้าถึงเวลานั้นการเมืองยังไม่เปลี่ยนเป็นขั้วตรงข้ามซะก่อน

ด้วยความคิดของผมในตอนนั้นที่ว่าผมมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับ  ผมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ผมได้ไปไกลที่สุด ไม่ว่ารองเท้าคู่ไหนๆผมก็ใส่วิ่งมาแล้วทั้งนั้น  ถ้าผมเป็นนักวิ่งคงได้เหรียญทองโอลิมปิกเป็นแน่ ผมมั่นใจ  แต่สิ่งที่ผมไม่คิดว่าผมจะทำได้ลงคือการทำลายรุ่นพี่ของผม  คุณยศมือพิมพ์แบงค์  แต่ผมก็ได้ทำลงไปแล้ว  ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปีศาจร้ายไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลย  ด้วยความที่รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจผู้นี้ดันมาร่วมวงอยู่ในเกมการเมือง  แต่บังเอิญที่เราสองคนไม่ได้อยู่ฝ่ายที่จะเป็นมิตรกันได้นัก  

อันที่จริงข้าราชการก็ควรทำหน้าที่ของตนเองโดยไม่มีการแอบแฝงอาศัยตำแหน่งหน้าที่กระทำการทุจริตเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์เข้าตนเอง  หน้าที่การงานของผมคือการรับใช้ประชาชน  แต่ด้วยความที่ผมหน้ามืดตามัวเห็นอำนาจมันน่าลิ้มรสยิ่งนัก  ความสุขจากการมีจริยธรรมจึงเป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้สัมผัสเลย  ด้วยอำนาจทางการเมือง ณ ตอนนั้นสามารถบันดาลสิ่งที่ผมดิ้นรนต้องการมาตลอดได้  ผมจึงต้องเลือกที่จะทำ “ความอยุติธรรม” ปล่อยให้อำนาจแทรกแซงฉุดผมขึ้นไป ณ ที่ที่ผมคิดว่าเป็นสรวงสวรรค์  และทำให้อีกหลายคนต้องตกลงสู่ขุมนรกสำหรับผม  มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว  ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่ประชาชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้พวกเราบริหาร  งบประมาณต่างๆอันแสนจะฟุ้งเฟ้อถูกอนุมัติเพื่อให้พรรคพวกเราได้สุขสำราญ  หรือแม้กระทั่งการกลั่นแกล้งใครสักคนด้วยการหาเรื่องไม่เซ็นรับงาน งานไม่จบ งบไม่วิ่ง บริษัทขาดทุน แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างผมสามารถกระทำได้ตามอำเภอใจ  เก้าอี้ของผมล้วนแต่ได้มาจากการรีดเลือดน้ำตาแพะ  

หลายสิบปีหลังจากที่ผมทำผิดต่อยศ  ผมหลงระเริงกับสิ่งจอมปลอมจนผมไม่เคยได้มองเข้าไปในความหายนะที่ผมได้ก่อขึ้นเลย  เกมส์การเมืองเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก  หักมุมได้เป็นว่าเล่น  ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร  สุดท้ายแล้วผมก็เป็นคนแพ้  ท้ายที่สุดชีวิตผมพังพินาศไม่ต่างจากยศ  ไม่ใช่สิ…ผมเลวร้ายกว่ามาก  เมื่อเกมพลิกสิ่งที่ผมได้ทำไว้ก็ถูกกางแผ่ประจานต่อสาธารณะชน  การให้เดินเอาถุงขยะคลุมหัวเพื่อรอดพ้นจากสายตาผู้คน  ก็ยังไม่พ้นที่จะ “ละอายตัวเอง”  คนทั้งโลกคงไม่อาจให้อภัยผมรวมถึงตัวผมเอง…

 
“ต่อให้คนทั้งประเทศจะเกลียดลูก  ยังไงลูกก็เป็นลูกแม่  ยังเป็นเด็กชายพสุที่แม่รัก  ต่อให้ใครจะสาปแช่งไม่ให้อภัยลูกแม่  แต่แม่ก็จะให้อภัยลูกเสมอ ลูกเองก็ต้องอภัยให้ตัวเองด้วยนะ  คนเรากลับใจได้ทุกเมื่อไม่มีคำว่าสาย”  ผมรู้สึกกลับไปเป็นเด็กชายผู้หลงผิดอีกครั้งที่ต่อให้จะไปมีเรื่องมีราวเข้า  ฝ่ายปกครองมากเพียงใด  แต่ท้ายที่สุดก็จะจบด้วยการที่เราสองคนแม่ลูกกอดกันร้องไห้… “เหนื่อยไหมลูก”

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข

Unconditional Positive Regard (การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข)
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

เป็นอีกวันที่ฉันจะร่ายมนต์สู่โลกสีขาว  โลกแห่งอิสระและจินตนาการที่ฉันสามารถเสกสรรทุกสิ่งขึ้นมาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  ฉันแค่อยากมีเพื่อนสักคนที่จะรับฟังและเข้าใจในความรู้สึกที่มิอาจบอกให้ใครรับรู้ได้

ความสุขจากการได้เป็นผู้สร้างผลักดันสิ่งที่ซ่อนเร้นในจิตใจลงสู่งานเขียน  ฉันเริ่มจรดหัวปากกาสู่พื้นที่สีขาวเล็กๆ ค่อยๆร่างภาพเขาขึ้นมา  ภาพในหัวสมองของฉันคงยังพอทำให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างได้บ้าง  แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร  ฉันเริ่มกลั่นทุกหยาดหยดแห่งความรู้สึกลงไปยังบุคคลในจินตนาการ  ความเป็นมนุษย์ถูกถ่ายทอดสู่เพื่อนรักคนใหม่  ฉันแบ่งเศษเสี้ยวของดวงจิตให้เขาได้มีชีวิตขึ้นมา  ประโยคแรกที่เขาพูดต่อหน้าฉันผู้เป็นคนให้กำเนิด  ดั่งเวทมนต์ที่สลายคำสาปนั้นให้สิ้นไป  ตอบโจทย์ที่ค้างคาในจิตใจของฉันมานาน

หลังจากนั้นฉันก็เริ่มพูดคุยและทำความรู้จักกับเขา  ฉันถามเขาว่าทำไมประโยคแรกที่พูดกับฉัน  ถึงได้เป็นคำนั้น  เขาบอกฉันว่านั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องการฟังมาตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ  นั้นเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เขาได้มีชีวิต  ใช่แล้ว เขาพูดถูกทุกประการราวกับอ่านจิตใจของฉันได้  ด้วยความอ่อนแออันเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาของฉัน  ทำให้หลายครั้งความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ ก็เกินที่ฉันจะยอมรับและให้อภัยตนเอง  ปัจจัยอาจมีมากกว่าหนึ่ง การที่ใครสักคนได้กระทำสิ่งที่คนหมู่มากประณามว่าชั่วช้า เขาอาจไม่ได้เป็นคนชั่วช้า เพียงแต่สัญชาตญาณความกลัว  ทำให้เขาไม่อาจกล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง  อาจเพราะแรงกดดันที่ประดังถาโถมเข้ามา  ทำให้สติรู้สำนึกฉีกขาดสะบั้นไปชั่วขณะ  สิ่งที่มาบดบังดวงตาจนบอดสนิทมืดมิดไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจะไม่สามารถมอง เห็นได้อีก  ทุกสิ่งมันย่อมมีเหตุ เหมือนกับเหตุที่เธอได้เกิดมา เพราะตัวฉันต้องการเพียงใครสักคนที่จะเข้าใจและ “ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข”

เราสองคนยืนอยู่ในจุดที่ต่างกัน  ถึงจะมองเห็นในสิ่งเดียวกัน  แต่จากมุมนั้นที่เธอยืนอยู่แล้วมองลงมาฉันไม่รู้หรอกว่าภาพนั้นจะเหมือนกันกับมุมที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้ไหม  แต่เธอก็ไม่เคยที่จะตัดสินภาพที่มาจากมุมมองและการตีความของฉันว่ามันผิด  ก็มันเป็นความจริงของฉัน ถึงมันอาจไม่ใช่ความจริงของเธอ  แต่มันก็ยังเป็นความจริงอยู่ดีนั้นแหละ  และความจริง จริงๆแล้วมันคืออะไรกันหรอ  เธอบอกว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจทุกเรื่องในโลกก็ได้  เพียงแค่รู้ว่ามีใครสักคนยืนรออยู่ที่อีกฝากฝั่งแห่งความแตกต่างนั้นก็เพียงพอแล้ว

มีอะไรที่ฉันไม่สามารถพูดกับเพื่อนคนนี้ได้บ้างไหม  คำตอบตอนนี้คือไม่มี  ฉันรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจเขาอย่างบอกไม่ถูก  ขอบคุณนะที่ให้โอกาสฉัน  ได้แสดงออก ได้พูดได้ระบาย  ถึงฉันจะใส่สีตีไข่ไปในเนื้อความเพื่อความสะใจส่วนตัวสักหน่อยก็เถอะ  แต่เธอก็ยังรับฟังฉันเสมอ  ฉันเองก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรมีจุดบกพร่องตั้งมากมาย  แต่ก็ขอบคุณที่เธอยังมองเห็นจุดดีในตัวฉัน  เธอบอกว่าอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ถึงได้มีเธอเกิดขึ้นมา  ขอบคุณนะที่มอบอิสระให้ฉัน อิสระที่ฉันจะเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่  เพราะฉันรู้ว่าเธอจะไม่ขัดหรือแสดงท่าทางรังเกียจแบบที่คนอื่นเคยได้ทำ  เธอเองก็เชื่อใช่ไหมว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ และทุกอย่างมันจะดีขึ้นถ้าฉันจะเริ่มทำมัน

เธอผู้ไร้กรอบ เธอผู้ซึ่งเคารพ เธอผู้ซึ่งเชื่อ เธอผู้ศรัทธา เธอผู้ไม่เคยนำมาตรฐานส่วนตัวมาตัดสินคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า  สิ่งที่ฉันได้พูดออกไป ฉันไม่ได้ตั้งใจโกหกถึงมันจะเป็นคำจอมปลอม  จริงๆนั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันต้องการให้เธอรับรู้ตัวฉันในแบบนั้น  ซึ่งเธอก็เชื่อ เธอไม่ได้เชื่อในมูลความเท็จนั้น แต่เธอเชื่อในตัวฉันว่าฉันต้องการที่จะพูดมันออกมาแบบนั้นจริงๆ  และเธอก็ไม่ปฎิเสธที่จะฟังคำโกหกฉันต่อไป  เพียงเพราะเธอเคารพการตัดสินใจของฉัน เธอเข้าใจฉันแต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกฉันรู้  การที่จะพยายามเข้าใจใครสักคนมันยาก  ถึงเธอจะพูดว่าเธอเข้าใจมันอาจเป็นแค่สิ่งที่คล้ายคลึงกันกับที่เธอเคยได้ประสบมาก่อน  หรือเป็นเพียงแค่การพยายามจำลองว่าถ้าเธอเป็นฉันเธอจะรู้สึกอย่างไร  แต่เราไม่ใช่คนคนเดียวกัน พื้นฐานความคิดความรู้สึกหรือแม้แต่ประสบการณ์ที่เราได้พบเจอมาไม่เหมือนกัน  ก็ย่อมจะพัดพาให้เราสองเป็นดังเส้นขนาน  เธอกับฉันไม่อาจจะทับกันได้สนิท  แต่เธอกับฉันจะเดินไปด้วยกันตลอดจนสุดเส้นทาง

ฉันควรจะเลิก โทษตัวเองได้แล้วสินะ  สิ่งที่มันได้ผ่านมาแล้วคงย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วล่ะ แต่สิ่งที่ฉันยังมีอยู่ตอนนี้คือคำนั้นของเธอ  ฉันควรจะเดินหน้าต่อไปและรับผิดชอบสิ่งๆต่างๆที่ยังพอทำได้อยู่ ฉันว่าบางทีการกระทำต่างๆที่ได้พลาดพลั้งลงไปแล้วนั้น  อาจไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการชดใช้เสมอไป  เพียงแค่คำที่เป็นเหมือนดั่งการร่ายมนต์วิเศษของเธอแค่คำเดียว “ไม่เป็นไร” ฉันจึงได้ให้อภัยตัวฉันเอง ขอบคุณนะ

อ๊ะ!..ฉันลืมบอก ไป เขาคนนี้ไม่ใช่ของฉันคนเดียวหรอกนะ แต่ว่าเขามีอยู่ในตัวของทุกคนดูแลเขาให้ดีๆล่ะ

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข