กู้หัวใจ

กู้หัวใจ
(นักจิตวิทยา: เชษฐพล มานิตย์, พล)

สองเดือนก่อนเดอะโมสท์แฮปปี้เนสส์อาจจะดูเงียบเหงาและหยุดนิ่งไปบ้าง สองเดือนที่ผ่านมาช่วงเวลาอาจไม่นานนักแต่พลได้ประสบอะไรมากมายและได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต จนวันนี้รู้สึกเห็นด้วยเหลือเกินว่า…แท้จริงแล้วชีวิตต้องการการเรียนรู้เสมอ…เรียนรู้เพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีที่สุด…

ชีวิตที่ผ่านมาของพลอยู่กับการเรียนมาตลอดจนกระทั่งเดือนมีนาคมผ่านพ้นไป การสอบครั้งสุดท้ายในมหาวิทยาลัยเสร็จสิ้น ประมาณหนึ่งหรือสองเดือนหลังจากนั้นผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งหมดก็ออกมาให้ชื่นใจ สองเดือนหลังจากนั้นมีพิธีพระราชทานปริญญา ความเป็นนิสิตนักศึกษาสิ้นสุดลงจริงๆ ณ จุดนี้ เพื่อนหลายคนรู้สึกดีใจโล่งใจเหมือนได้ก้าวขึ้นบันไดสูงชันสำเร็จไปอีกขั้น เพื่อพบกับประตูอีกบานที่น่าตื่นเต้น หลายคนเริ่มวาดฝันถึงสิ่งที่รอคอยให้เปิดไปพบเบื้องหลังประตูบานนั้น การมีชีวิตที่เป็นอิสระกว่าเดิม ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องทำการบ้าน

แต่ทว่าเมื่อผลักประตูเปิดออกกลับพบบันไดชันๆอีกขั้นพร้อมป้ายเชิญให้ก้าวเข้าไปสู่ชีวิตการทำงาน หลายคนยิ้มรับด้วยความยินดี หลังจากเรียนมาทั้งชีวิตก็เพื่อทำงานไม่ใช่หรือ หารายได้ด้วยตัวเอง ชีวิตที่ตัวเองเลือกได้ แต่บันไดขั้นนี้ต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยบวกกับโชคชะตาอีกสักหน่อยเพื่อก้าวขึ้นไปได้ และเมื่อขึ้นไปได้สำเร็จความรู้สึกในตอนนั้นช่างเหมือนนกน้อยที่บินออกไปจากรังเป็นครั้งแรก วิวจากเบื้องบน ลมเย็นๆที่ปะทะใต้ปีก มันช่างเป็นความรู้สึกวิเศษเสียนี่กระไร

หลังจากทำสัญญาจ้างงานแล้ว วินาทีแรกที่นั่งลงกับโต๊ะทำงานตัวเอง วินาทีนั้นหัวใจช่างพองโตเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้ม ความสุข ความดีใจหลั่งไหลไปทั่วร่างราวกับวันที่รอคอยมาตลอดได้มาถึง ความรู้สึกประหนึ่งนักปีนเขาหิมาลัยที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จ

…ความสุขมักจะเกิดขึ้นรวดเร็วและชัดเจนเสมอ ก่อนที่จะเจือจางไปช้าๆและหมดไปโดยที่ไม่ทันรู้ตัว… ทั้งความภูมิใจ รอยยิ้ม ความสุข ความดีใจทั้งหมดตกหล่นหายไปในช่องว่างระหว่างชีวิตการทำงานที่วาดฝันและชีวิตการทำงานจริง

กว่าจะรู้ตัวก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาทุกเช้าในแต่ละวัน ไม่อยากรีบไปให้ถึงที่ทำงาน พอไปถึงที่ทำงานก็อยากให้เลิกงานเร็วๆ ปัญหารุมเร้าทั้งตัวงาน ตัวคน จนไม่รู้จะแก้ตรงไหนก่อน ความขัดแย้งระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว การต่อรองกันระหว่างงานกับครอบครัวที่พยายามแย่งเวลาไป เมื่อเวลากลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมไปถึงปัญหาสุขภาพที่เคยหายไปก็กลับมาเป็นอีก

…ความสุขไม่ได้รั่วหายไปเฉยๆเหมือนน้ำซึมในบ่อ แต่อะไรบางอย่างต่างหากที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ความสุข… แล้ววันหนึ่งความอดทนก็หมดสิ้นลงเมื่อเราต้องเลือกอะไรบางอย่างและทิ้งบางอย่าง การเจ็บป่วยของตัวเองและการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้พลคิดได้ในตอนนั้นว่า …ถึงเวลาที่เราต้องรักตัวเองและรักครอบครัวให้มากกว่ารักงานและรักบริษัท จากคำถามที่ว่า บริษัทหาคนมาทำงานแทนเราได้เสมอ แล้วครอบครัวของเราล่ะหาคนมาแทนเราได้ไหม ถ้าเราเจ็บป่วย พิการไปบริษัทรับผิดชอบชีวิตเราได้ไหม… เมื่อทำตอบของคำถามทั้งคู่คือ “ไม่” ก็ไม่มีอะไรมายับยั้งความคิดที่จะลาออก หลังจากที่ทำงานมาเกือบสองเดือน

เชื่อไหมว่าวันที่พลมีความสุขในชีวิตการทำงานมีอยู่แค่สองวัน วันแรกคือวันที่เริ่มต้นเข้าทำงาน ส่วนอีกวันคือวันที่ลาออกจากงาน ถ้าหากเปรียบเทียบวันที่เข้าทำงานเหมือนนักปีนเขาที่ขึ้นสู่ยอดเขาสำเร็จ วันที่ลาออกจากงานก็ไม่ต่างอะไรจากนักปีนเขาที่ลงจากยอดเขาและกลับไปฉลองความสำเร็จที่บ้านโดยสวัสดิภาพ นกน้อยที่บินจากรังไปในวันนั้นเพียงเพราะความหลงใหลในภาพฝันที่คาดหวังกลับสู่รังอีกครั้งพร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาจากโลกกว้าง

การก้าวออกมาจากบริษัทครั้งสุดท้ายในวันนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ เพียงแค่คิดว่าพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ไม่ต้องมาทำงาน ความสุข ความดีใจก็แผ่ซ่านไปทั่ว

เมื่อย้อนถามตัวเองกลับไปก็ตอบไม่ได้ว่า …ที่ผ่านมาความทุกข์มันเริ่มต้นขึ้นตอนไหน… คิดแล้วก็สงสารหัวใจตัวเองที่ปล่อยให้ความทุกข์ท่วมท้นเสียเกือบจมมิด เพียงเพราะไม่รู้ตัวเองว่าทุกข์ อนิจจา กว่าจะรู้ตัวว่าทุกข์ก็เพราะเจอกับสิ่งที่ทำให้มีความสุข

เช้าวันรุ่งขึ้นพลตื่นเช้าเหมือนเดิมเพราะเคยชินจากตอนที่ยังทำงานอยู่ แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มองออกไปนอกหน้าต่างก็คิดว่าโลกน่าอยู่กว่าทุกวัน บ้านสวยกว่าเดิม ทุกคนหน้าตาดีขึ้น ดูมีความสุข ช่วงนั้นพลไม่ได้ตัดผมนานติดต่อกันก็เกือบสามเดือน พอเข้าทำงานแล้วไม่มีเวลาแม้แต่จะไปตัดผมจนผมยาวแยงเข้าตา พอลาออกสิ่งแรกที่อยากจะทำคือตัดผม ก็ตัดสินใจหาร้านแถวบ้านแพงหน่อยแต่ก็ตั้งใจไป ผลที่ออกมาคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม จากหน้าตาโทรมๆก็ดูดีขึ้น ดูดีมากพอที่ทำให้อยากหยิบกล้องมาถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้อีกครั้ง ไม่เคยมีความสุขที่ได้ตัดผมมากเท่าครั้งนี้เลยในชีวิต

หลังจากลาออกมาก็ได้กลับมาทำหลายๆอย่างที่รัก งานเขียนต่างๆรวมทั้งเดอะโมสท์แฮปปี้เนสท์ด้วย ณ เวลานี้พลกล้าพูดกับทุกคนอย่างเต็มปากว่า “พลมีความสุขกับชีวิตจริงๆ” คำพูดธรรมดาแบบนี้แต่เวลาที่พูดออกไปแล้วตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงข้างในและช่างทรงพลังเหลือเกิน การลาออกครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกู้หัวใจตัวเองที่กำลังจะจมความทุกข์ให้กลับมาเป็นสุขได้อีกครั้ง

ทุกคนที่ได้อ่านแล้ว ฝากดูแลหัวใจตัวเองกันให้ดีๆล่ะ เพราะความทุกข์คอยจ้องจะเข้ามาแทนที่เสมอทุกครั้งที่ความสุขเจือจางไปจากใจ ขอให้มีความสุขกันทุกคนครับ

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

2 thoughts on “กู้หัวใจ

  1. ทำให้นึกถึง
    เรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตเรามี2เรื่อง
    1.การทีี่เราได้คบกัน
    2.การที่เราได้เลิกกัน
    ลาก่อน fuck u! ไอ้คนเฮงซวยที่มากัดกลืนชีวิตฉันไป ตอนนี้ฉันได้ชีวิตฉันกลับมาแล้ว
    โคตรๆๆๆมีความสุขเลย! ไม่ต้องมานั่งรองมือรองตีนคนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่ให้มันมาด่าเรา
    ติดกับอยู่นานว่าจะไปไหนไม่ได้ ที่แท้ก้าวออกมานี่แหละสุขที่สุดเลยได้เป็นอิสระซะที

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s