เรื่องของนิยาย

เรื่องของนิยาย  
(นักจิตวิทยา: พริ้ว  วิริยะพานิช)

เมื่อคำแรกได้แวะเวียนเข้ามาทักทาย ก็มักจะนำพาคำที่สองมาให้ฉันได้รู้จักด้วย ฉันสร้างโลกใหม่ขึ้นมาจากสีขาวที่ว่างเปล่า “ถอดหน้ากากนั้นออกเถอะนะ ทุกคนให้อภัยเธอแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องฝืนยิ้มแล้วล่ะ เพราะฉันจะร้องไห้ไปกับเธอเอง” แต่ละถ้อยคำถูกร้อยเรียงออกมาเพื่อสื่อบางอย่างในใจตัวละคร ประโยคต่างๆทยอยนำพาความรู้สึกของฉัน ให้เข้าไปในโลกที่ฉันไม่ได้ตั้งใจสร้าง แต่มันเกิดมาจาก นิยายที่ฉันแต่ง…


เป็นอีกวันที่ความเหนื่อยล้าจากโลกแห่งความจริงประดังเข้ามาทารุณจิตใจของฉัน ทีนี้อะไรอีกล่ะ ความว้าเหว่งั้นหรอ ปฎิเสธไม่ได้จริงๆสินะว่าฉันกำลังเหงา ฉันเริ่มเปิดสมุดแล้วค่อยๆบรรยายมันออกมา สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จิตใจ “ได้โปรดเถอะนะ ฉันกำลังจะแตกสลาย เพียงแค่คำเดียว ว่าเธอไม่รัก เท่านั้นก็พังทลายโลกของฉันได้ทั้งใบแล้วล่ะ แล้วเธอจะทำลายโลกของฉัน แล้วเดินจากไปเฉยๆงั้นหรอ” น้ำตาที่อดจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ร่วงหล่นลงสู่โลกสีขาว ยังไงนี่ก็คือโลกความจริงสินะ ไม่ว่าฉันจะหนีไปทางไหนหรือสร้างผู้ใดมารองรับความเจ็บปวด ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากความรู้สึกตัวเองไปได้เลย “ประสาทของฉันยังไม่ด้านชาชินจนเกินไป ทำให้ฉันได้รู้ซึ้งถึงความทรมาน ฉันจึงได้แต่หยุดยืนอยู่ตรงนั้นแล้วกลั่นคำพูดที่แสนเจ็บปวดนั้นออกมา…ลาก่อน” ฉันจึงได้แต่หยุดยืนอยู่ตรงนั้นแล้วกลั่นคำพูดที่แสนเจ็บปวดนั้นออกมา ลาก่อน ลาก่อน…ลาก่อน ฉันอยากจะพูดคำนี้กับเขาเหลือเกินลาก่อน ฉันไม่อยากที่จะคิดถึงอะไรอีกต่อไปแล้ว  ฉันแค่อยากจะจบเท่านั้นเอง การตัดบางเรื่องออกไปจากชีวิตอาจทำให้ความทรงจำส่วนที่เหลือถูกกลืนเลือนหายไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าที่จะแบกมันไว้ตลอดไปไม่ใช่หรอ

ฉันยังคงร่างเรียงทุกส่วนตามความคิดนั้นต่อไป ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวเริ่มเหมือนฉันเข้าไปทุกที ก็มันมาจากฉันนี่เนอะ มีเศษเสี้ยวของความรู้สึกของฉันซ่อนอยู่ในนั้น ความสุข ความเศร้า ความกลัว ความรัก ความชัง อย่างน้อยพวกเขาเหล่านั้นที่ฉันสร้างขึ้นมาก็ช่วยบรรเทาได้มากทีเดียว ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวซะหน่อย รอยยิ้มที่นานแล้วไม่ได้เห็น ฉันมีได้เพราะพวกเธอนะ ฉันไม่อาจหนีไปจากความรู้สึกวกวนเวียนนี้ไปได้เลย ฉันยังคงถูกหมุนไปพร้อมกับโลกนี้ที่ยังคงหมุนไปทุกวันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรไปกับฉันเลย ช่วยบอกทีสิว่าคำตอบของเรื่องนี้มันควรจะเป็นอย่างไร เอื้อนเอ่ยมันออกมาสิ สิ่งที่ควรจะเป็น ในตอนสุดท้ายนั้น ฉันจะจบอย่างไร “ฉันจะบอกให้นะ ไม่มีใครช่วยเธอได้ทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบเอง” อะไรนะ รับผิดชอบงั้นหรอ ฉันทำอะไรถึงต้องมารับผิดชอบ “ความรู้สึกของเธอเองยังไงล่ะ ผู้ชายคนนั้นน่ะเขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว คือพูดความจริง สิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบก็คือ ความรู้สึกของเธอเองที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ความจริงอันแสบเจ็บปวดนั้น” ฉันเข้าใจแล้วล่ะ รับผิดชอบส่วนที่เกินออกมางั้นสินะ เขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้วคือแสดงออกและพูดความจริง นั้นคือการไม่โกหก และส่วนที่ฉันรู้สึกขึ้นมา ก็เป็นในส่วนที่ฉันควรจะต้องรับผิดชอบและจัดการกับมันเองอย่างนั้นสิ “ฉันคงทำได้เพียง หลับตา และปล่อยเขาไป ปล่อยให้ทุกสิ่งเลือนหายจางไป จากจิตใจของฉันตลอดกาล” ดีจังเลยนะ สุดท้ายเด็กสาวผู้ติดอยู่ในห้วงความเศร้ามานานแสนนาน ก็เลือกที่จะปลดโซ่ตรวนนั้นด้วยตัวของเธอเอง

แต่ฉันไม่ยอมให้นิยายเรื่องนี้ต้องจบแบบนี้หรอกนะ ยังเหลือสิ่งที่ติดค้างอยู่อีกอย่าง ความรู้สึกผิดยังไงล่ะ ชายคนนั้นไม่เคยได้รับรู้ว่าบัดนี้เด็กสาวคนนั้นได้เป็นอิสระจากเขาไปนานแล้ว เขายังคงโทษตัวเองอยู่เสมอ นั้นก็เป็นส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบความรู้สึกตนเองเช่นกัน มันนอกเหนือจากความจริงที่เขาได้กระทำไปแล้ว นั้นคือความคิดของเขาที่คิดไปเอง “ฉันเดินกลับมาที่เดิม ณ จุดที่เคยเจ็บปวดที่สุด แต่รู้ไหม ตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบเดิมอีกต่อไป ฉันอยากที่จะตะโกนบอกเธอจากอีกฝากของโลกว่าฉันไม่โกรธ เพราะนั้นคือความจริง จะไปโกรธโทษสิ่งที่เป็นความจริงได้ยังไงกัน ฉันเองนั้นแหละที่จอมปลอม ลวงหลอกตัวเอง ว่าเธอน่ะเลว เธอน่ะเป็นผู้ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน ซึ่งมันไม่จริง คนที่ทำร้ายฉันคือตัวฉันเองต่างหาก” ปมต่างๆภายในจิตใจถูกคลี่คลายออกด้วยอีกตัวตนในโลกแห่งจินตนาการ ทุกครั้งที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาเหมือนกับฉันได้พูดคุยกับตนเอง ได้ฟังเสียงหัวใจ ถึงมันจะเบาแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังสามารถที่จะได้ยิน “เธอไม่จำเป็นต้องยิ้มตลอดเวลาหรอกนะ ถ้าเจ็บปวดก็แสดงมันออกมาเถอะ ในเมื่อแววตาของเธอก็แสดงมันออกมาถึงขนาดนั้นแล้ว”

ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว ในเมื่อฉันสบายใจขึ้นแล้ว แต่เด็กๆของฉันยังต้องการให้ฉันสานต่อเรื่องนี้ให้จบสินะ “หน้ากากน่ะ ไม่จำเป็นต้องสวมมันไว้ตลอดเวลาก็ได้ เธอคงไม่ปฎิเสธใช่ไหมว่าการที่มีใครสักคน กล่าวคำว่า ไม่เป็นไร มันดีมากแค่ไหนน่ะ” ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้วนะ ตอนนี้ตัวฉันเองก็สุขสบายดีแล้ว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ฉันแค่อยากได้ยิน จากคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวฉัน ได้ไหม “บางทีคำโกหกถ้าปล่อยไว้มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องจริงเข้าสักวัน เธอคงไม่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสีหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลานั้นเป็นความจริงของเธอหรอกนะ” ฉันจะโกหกตัวเองไปทำไมกัน ในเมื่อฉันรู้สึกอะไร ฉันก็ควรจะยอมรับว่าฉันรู้สึก มันสบายใจกว่ากันเยอะเลย ถึงจะเจ็บแต่ก็จบ จบที่ใจของฉันเอง และไม่มีใครที่จะสามารถมาต่อมันได้อีก เพราะฉันจบแล้ว…


“ถอดหน้ากากนั้นออกเถอะนะ ทุกคนให้อภัยเธอแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องฝืนยิ้มแล้วล่ะเพราะฉันจะร้องไห้ไปกับเธอเอง”

——————————————————————————————–

เนื้อหาบทความได้รับ การคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ ทางปัญญา  โดยลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและ themosthappiness  เรามี ความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่เพื่อสาธารณะประโยชน์ เท่านั้น  กรุณาให้เกียรติผู้เขียนด้วยการอ้างชื่อผู้เขียนและ themosthappiness  (www.themosthappiness.wordpress.com) ทุกครั้งที่นำไปเผยแพร่ต่อ  ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้ รับอนุญาต  ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นเครือข่ายแห่งความสุข

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s